วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บุญไม่ช่วย

คุณเคยคิดหรือไม่ว่า? 

เมื่อคุณมีความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ อกหัก รักคุด ถูกโกง 

ลัมเหลวทางธุรกิจ ถูกไล่ออก ตกงาน ฯลฯ 


ทำไมเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราทั้งๆที่ชาตินี้เราก็ไม่เคยทำความชั่วใดๆ 

บุญที่เราเคยทำเหมือนไม่ส่งผลดีให้เราบ้างเลย 

หากท่านคิดเช่นนี้ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อาจทำให้ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างก็ได้
ในประเทศจีนสมัยโบราญ มีชายคนหนึ่งมีจิตใจดีงาม ชอบทำบุญทำกุศล 

เป็นชีวิตจิตใจ เมื่อสมัยหนุ่มๆเคยร่ำรวยเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง

แต่ด้วยความศรัทธาในการทำบุญทำทานด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่หวังหน้าตา 

ถ้าทราบว่า มีงานบุญ งานกุศลใดที่เป็นงานที่ดีมีประโยชน์แก่ชุมชน

สังคมหรือพระศาสนา ข่าวคราวความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ

ไม่ว่าจะน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือมีผู้ใดที่ได้รับความทุกข์ยากลำบากกาย

เมื่อเขาได้รู้ข่าวคราวคราใดก็ไม่เคยนิ่งเฉย


ด้วยใจที่เมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกชีวิตเสมือนญาติพี่น้องของตนเอง 

จึงมักเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพในงานบุญ งานกุศลนั้นๆเสมอ 

ทำโดยไม่หวังผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง 

แถมทำบุญทีละมากๆ ทำอย่างตั้งใจ เต็มที่ เต็มใจ ในการช่วยเหลือ

ทำเป็นประจำและสม่ำเสมอ 
ไม่ช้าเงินทองทรัพย์สินที่หาไว้มากมาย ก็มีอันร่อยหลอลงไป 

มิหนำซ้ำสุดท้ายก็ยังนำทรัพย์สินออกขายเพื่อไปทำบุญอีก 


ไม่ช้าไม่นานเขาก็ยากจนลงจนไม่มีบ้านอยู่ แถมยังมีหนี้สินติดตัวมากมาย 

สุดท้ายจึงจำเป็นต้องนำภรรยาสุดที่รักไปใช้หนี้ โดยขายให้เป็นคนรับใช้

ของเศรษฐีท่านหนึ่ง ก่อนจากกันด้วยความรักที่ภรรยามีต่อสามี 

นางจึงได้บอกแก่สามีว่า


“อย่าเสียใจไปเลย ท่านพี่ น้องเต็มใจและยินดีที่จะช่วยเหลือความเดือดร้อน

ของท่านพี่ ไม่ว่าอย่างไร ท่านพี่ ก็ดีต่อน้องเสมอมา น้องไม่เคยนึกเสียใจ

เลย การจากกันครั้งนี้เป็นเพราะความจำเป็นจริงๆ น้องเข้าใจ


แต่น้องอยากจะเตือนพี่ว่า เงินที่เหลือจากการใช้หนี้สินครั้งนี้ น้องอยากให้พี่

เก็บไว้ใช้ซื้ออาหารและสิ่งจำเป็น อย่านำไปทำบุญอีก เพราะว่าเป็นเงินก้อน

สุดท้าย ซึ่งมีจำนวนเงินเหลืออยู่ไม่มาก ถ้าเงินก้อนนี้หมดลง

ก็จะทำให้พี่ลำบากถึงที่สุด เพราะทรัพย์สินของท่านพี่ไม่มีเหลือแล้ว 

ญาติพี่น้องที่จะช่วยเหลือก็ไม่เห็นมี เชื่อน้องนะท่านพี่ 

น้องเตือนด้วยความหวังดีจริงๆ” นางกล่าวทั้งน้ำตา 

ก้มหน้าแล้วเดินตามคนของเศรษฐีไป



ชายคนนั้นยืนร้องไห้ ดูภรรยาเดินจากไปเป็นคนรับใช้ของเศรษฐี

ด้วยความเศร้าใจ
แต่แล้วไม่นานชายคนนั้นก็นำเงินที่มีอยู่ก้อนสุดท้ายไปทำบุญอีก 

ตอนนี้จึงกลายสภาพเป็นขอทานหากินเร่ร่อนไปตามตลาด 

แหล่งชุมชน บ้านเรือน เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็นทั่วไป

และคนที่รู้จักที่มาที่ไปของชายขอทานนั้น 

ต่างก็ร่ำลือกันไปว่า

"ทำดีไม่ได้ดี" ไม่เห็นจะมีวี่แววว่าความดีจะมาตอบแทน 

คนดีๆต้องกลับกลายเป็นยาจกเข็ญใจเสื้อผ้าขาดเก่ามอซอ 

ต้องอดมื้อกินมื้อเยี่ยงนี้ ต่อแต่นี้ไปคงไม่มีคนคิดทำความดีกันอีกแล้ว


เรื่องนี้ร้อนไปถึงสวรรค์เบื้องบน บรรดาเทวดาที่ได้ยินคำร่ำลือ

เริ่มร้อนตัวเพราะว่าคนเริ่มเสื่อมศรัทธาต่อความดี 

ศาลเจ้าเริ่มร้างผู้คนสักการะ เพราะถูกหาว่าเทพไม่ยอมพิทักษ์คนดี

คนเริ่มแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง 

เมื่อสืบทราบถึงสถานการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายคนนั้น

เป็นต้นเหตุ ก็มาร่วมประชุมกันหาทางที่จะช่วยเหลือ



“ข้าได้ตรวจสอบดูแล้ว ชายคนนี้ในอดีตชาติได้ทำกรรมหนักมากเอาไว้ 

สุดที่จะแก้ไขได้ในชาตินี้และจะต้องทนทุกข์เวทนาแบบนี้ต่อไป

ทั้งหมดสามชาติ คือ ชาตินี้จะต้องอดตาย ชาติหน้าจะถูกฟ้าผ่าตาย

ชาติสุดท้ายก็จะถูกเสือกัดตาย น่าเวทนาจริงๆ”



เหล่าเทวดาจึงลงมติกันว่า 

จะช่วยให้ชายผู้นี้ใช้กรรมให้หมดกันในชาตินี้เพียง ชาติเดียว


เนื่องจากช่วงนั้นเกิดความแห้งแล้ง มิหนำซ้ำยังมีฝูงแมลงลงกัดกินพืชไร่ให้

ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอำเภอและหมู่

บ้านใกล้เคียง ชาวบ้านต่างกระเสือกกระสนเอาตัวรอดไปวันๆ ชายผู้นั้นจึงไม่

สามารถขออาหารมากินได้อยู่หลายวัน ร่างกายซูบผอม จนแทบไร้เรี่ยวต้อง

นอนหมดแรงในที่พัก


เขาตัดสินยังไงวันนี้ก็ต้องหาอาหารให้ได้ จึงรวมแรงทั้งหมด

ตัดสินใจเดินโซซัดโซเซ ออกจากที่พักเพื่อเดินไปสู่หมู่บ้าน

เพื่อขออาหารกินประทังชีวิต 


ทันใดก็เกิดพายุเมฆฝนหอบเอาทั้งฟ้าทั้งฝนมาแบบไม่ตั้งตัว 

แล้วก็เกิดฟ้าร้องดังสนั่น พร้อมทั้งเกิดฟ้าผ่ามาถูกชายคนนั้นพอดี 

ร่างที่ดำไหม้จากแรงฟ้าผ่า เสื้อผ้าขาดวิ่น เขานอนสลบแน่นิ่งไปไม่ไหวติง



เผอิญมีเสือตัวใหญ่ออกมาจากป่าข้างทางได้กลิ่นเนื้อสุกๆอันหอมหวาน

และเห็นเหยื่อนอนนิ่งไร้ทางสู้ คิดแล้วจึงเห็นเป็นโอกาศดี 

จึงได้ตรงเข้าตะครุบและกัดลำคอจนชายผู้นั้นหมดลมหายใจ 

มันกัดกินร่างไร้ชีวิตอย่างเพลิดเพลิน 

จนร่างกระจุยกระจายดุจเป็นซากสัตว์เป็นภาพที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก



ภรรยาของชายคนนั้นเมื่อได้มาอยู่บ้านเศรษฐีก็ทำหน้าที่แม่บ้าน 

มิได้มีความลำบากอย่างที่คิดเอาไว้ แถมยังสุขสบายกว่าตอนที่ต้องเป็น

หนี้สินอยู่กับชายคนนั้นเสียอีก แต่เมื่อครั้นได้ข่าวว่าสามีของตนเสียชีวิต

แล้ว ก็มีความสงสาร จึงขออนุญาตเศรษฐีเพื่อเดินทางมาจัดงานศพให้สามี

เป็นครั้งสุดท้าย

ในงานศพวันสุดท้าย ด้วยความเสียใจและสงสารสามี 

ก่อนจะนำศพลงฝังในหลุม นางได้เอ่ยขึ้นว่า

“เวรกรรมอะไรกันหนอทำให้ท่านต้องเผชิญเคราะห์กรรมหนักหนา

ถึงเพียงนี้ บุญที่ท่านทำไว้ ไม่ได้ช่วยท่านเลย ๆ” พูดพลางน้ำตานาง

ก็ไหลเป็นทาง สะอึกสะอื้นด้วยความเวทนาอย่างสุดจะหักห้ามใจได้



นางตัดสินใจกัดนิ้วตัวเอง แล้วใช้เลือดที่ไหลออกมา

เขียนที่หน้าผากสามีไว้ด้วยความอาลัยรักว่า 

“บุญ ไม่ ช่วย” เพื่อเตือนสติชายคนนั้นเป็นครั้งสุดท้าย

เพื่อไม่ให้กระทำเช่นนี้อีกในชาติหน้า แล้วจึงทำการฝังศพ และ นางได้อยู่

จนจัดงานพิธีเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วจึงกลับไปหาท่านเศรษฐีดังเดิม



ต่อมาไม่นานฮ่องเต้ของแผ่นดินจีนท่านทรงดีพระทัยมาก 

ที่พระมเหสีได้ให้กำเนิดพระราชโอรสองค์แรก อันเป็นความหวังว่าจะได้สืบ

ทอดราชบรรลังค์ของกษัตริย์สืบต่อไป แต่ไม่นานก็ทรงกังวลพระทัยเพราะ

ทารกน้อยที่เกิดมา ทรงร้องไห้ตลอดเวลา ปลอบอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด

มิหนำซ้ำบนหน้าผากก็มีอักษรเขียนไว้ด้วยว่า

บุญ ไม่ ช่วย” ไว้ด้วย


ฮ่องเต้ได้ทรงปรึกษาโหรหลวง ๆ ก็ได้แนะนำให้ป่าวประกาศว่าผู้สามารถทำ

ให้พระราชโอรสหยุดร้องไห้ได้ จะมอบรางวัลให้แล้วแต่จะขอ 

และ ยังได้บรรยายไว้ว่าบนหน้าผากทารกมีลักษณะพิเศษคือมีคำสามคำ 

คือ "บุญ ไม่ ช่วย" อยู่ด้วย 

ไม่นานข่าวก็มาถึงภรรยาของชายคนนั้น นางจึงได้เข้าเฝ้าและขอดูทารกเพื่อ

ให้แน่ใจ เมื่อนางได้ดูตัวอักษรที่อยู่บนหน้าผากเป็นลายมือของตน 

จึงแน่ใจว่าชายผู้เป็นสามีได้มาเกิดเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์แล้ว 

จากการทำความดีชนิดหาผู้ใดมาเทียบไม่ได้เลย 

นางจึงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าว่า


“หยุดร้องไห้เสียทีเถอะ ข้ารู้แล้ว ๆบัดนี้บุญที่ท่านพี่ทำไว้ได้ส่งผลดีให้กับ

ท่านแล้ว เงียบเสียทีเถิด”


ว่าพลางนางใช้มือลูบไปที่หน้าผาก พลันตัวอักษรก็หายไปในทันที

ทารกก็หยุดร้องไห้ทันที เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้ที่ยืนดูอยู่ยิ่งนัก


ฮ่องเต้มีสีหน้าพอพระทัยยิ่งนัก จึงเอ่ยถามว่า

“เจ้าทำได้ดีมาก ท่านต้องการอะไร ข้าจะประทานให้ทุกอย่าง”


“ข้าไม่ต้องการเงินทองทรัพย์สินสิ่งใด เพียงขอให้ได้ดูแลปรนนิบัติ เจ้าชาย

น้อย ข้าก็พอใจมากแล้ว” นางตอบ



“ถ้าอย่างนั้นข้าขอแต่งตั้งเจ้าดำรงตำแหน่งเป็นพี่เลี้ยงของพระโอรสของข้า 

เจ้ามีอิสระสามารถจะเข้าออกส่วนต่างๆในวังได้ตลอดโดยไม่มีข้อห้ามแต่

ประการใด”


ตั้งแต่นั้นมาภรรยาของชายคนนั้นก็อยู่อย่างมีความสุข 

จากการเป็นอยู่ที่สุขสบาย ไม่ถูกกักขังแต่ในวัง

และได้ดูแลพระโอรสจนเติบใหญ่ขึ้นมา 

มื่อกรรมชั่วที่ทำไว้ได้หมดสิ้นไปแล้ว ทุกคนล้วนต่างได้รับความสุขจากผล

กรรมดีทีสร้างไว้ อันเป็นกรรมที่รอแต่เพียงเวลาที่จะให้ผลเท่านั้นเอง 



การทำกรรมชั่วซ้ำเติมตัวเอง ในขณะที่มีความทุกข์โดยคิดว่า

"บุญไม่ช่วย"นั้นเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างร้ายกาจ 

เพราะเรากำลังทำกรรมใหม่ที่จะให้ผลเสริมกรรมเก่าเหมือนสาดน้ำมันเข้าไป

ในกองไฟที่กำลังไหม้อยู่อย่างนั้น แทนที่ไฟกำลังใกล้มอดลงเพราะหมด

เชื้อแห่งกรรมเก่า กลับลุกโชนขึ้นใหม่เพราะกรรมชั่วในปัจจุบัน 



อย่างไรก็ตามการทำความดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของปัญญา

และความเหมาะสมด้วย ไม่ควรทำเกินกำลังจนตัวเองต้องเดือนร้อน

ควรพิจารณาว่าทำอย่างไรจีงจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองและผู้อื่น



ไม่ว่าตอนนี้ท่านจะได้รับเคราะห์กรรมหนักหนาสักเพียงใด 

ขอให้ใช้ความอดทน ใช้สติปัญญาแก้ไขไปตามความเหมาะสม 

ความทุกข์เป็นบทเรียนที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ 

ถ้าเรารู้จักที่จะเรียนรู้จากมัน จงมีความหวังไว้เสมอ 

มีศีลห้าเป็นอย่างน้อย เร่งทำในสิ่งที่ถูกที่ควร 

และอย่าท้อแท้ในการทำความดีนะครับ 

ผลกรรมดีอาจรอท่านอีกไม่นานก็ได้ 

ถ้าท่านอดทนและเข้มแข็งเพียงพอจนถึงวันนั้น

หลังฝนซาฟ้าย่อมสดใสเสมอนะครับ 



ที่มา วนารักษ์ เรียบเรียงจากเรื่องเล่าในหนังสือ กฎแห่งกรรม 

...ของ คุณ ท.เลียงพิบุลย์..


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น